Showing posts with label mbti. Show all posts
Showing posts with label mbti. Show all posts

Monday, May 30, 2016

INTJS ผู้มีชื่อเสียง:MARK ZUCKERBERG(CEO OF FACEBOOK)



INTJS ผู้มีชื่อเสียง:MARK ZUCKERBERG(CEO OF FACEBOOK)


ขอบคุณสำหรับผลตอบรับที่ดีจากโพสที่แล้ว (INTJs ผู้มีชื่อเสียง:Isaac Newton (Physicist)) วันนี้เรามาพูดถึง INTJ อีกคนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน กับสไตล์การแต่งตัวที่เรียบง่าย ซึ่งแป้งเชื่อว่า INTJ หลายๆคนก็มีสไตล์การแต่งตัวที่เป็นในแบบของตัวเองเหมือนกัน อย่างดิชั้นเองก็ใส่เสื้อผ้า ไม่กี่แบบ เพราะไม่อยากเสียเวลาเลือกเสื้อผ้านั่นเอง คนที่จะพูดถึงวันนี้คือ พี่มาร์ค แห่ง เฟสบุ๊คนี่เอง ไปอ่านกัน เรื่องราวของเขาจะประมาณไหน และตรงไหน ที่เราเห็นเขาเป็น INTJ จะตรงกับเรามั้ย และมีอะไรที่เราจะไปปรับใช้กับตัวเองได้บ้าง
INTJs ผู้มีชื่อเสียง:Mark Zuckerberg(CEO of Facebook)
Mark-Zuckerberg-Inspirational-Quote-680x510
Zuckerberg: “[I’m] going to change the world.”
Zuckerberg: “I think that the next five years are going to be characterized by widespread acknowledgement by [others] … that [my way] is the way that stuff should be and will be better.”
[Asked about users who are dissatisfied with Facebook’s privacy options:]
Zuckerberg: “Having two identities for yourself [is] a lack of integrity.”
Sheryl Sandberg: “He is shy and introverted and he often does not seem very warm to people who don’t know him.”
[On his first impression of Zuckerberg:]
Sean Parker: “He had imperial tendencies.”
Peter Thiel: “Yahoo tried to buy Facebook for $1 billion. … Many people thought Mark was crazy for not selling. But he always had a plan and a vision.”

ช่วงแรกของการก่อตั้ง facebook
ซักเคอร์เบิร์ก ได้ใช้คอมพิวเตอร์ในการเขียนซอฟต์แวร์ ตั้งแต่ยังเป็นเด็กในชั้นประถมปลาย พ่อเขาสอนให้ใช้โปรแกรมพื้นฐานของอาตาริในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 และต่อมายังจ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ชื่อ เดวิด นิวแมน มาสอนเป็นการส่วนตัว นิวแมนเรียกเขาว่า “เด็กอัจฉริยะ” และกล่าวต่อว่า “ยากที่จะล้ำหน้าเกินเขา” ซักเกอร์เบิร์กยังเรียนคอร์สที่วิทยาลัยเมอร์ซี ใกล้กับบ้านของเขาขณะที่เรียนระดับไฮสคูลอยู่[2] เขามีความสนุกกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องมือด้านการสื่อสารและเกม ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรมหนึ่ง ซึ่งพ่อของเขาที่เป็นทันตแพทย์ เขาสร้างโปรแกรมที่ชื่อ “ซักเน็ต” ที่จะให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารได้ระหว่างบ้านกับสำนักงานทันตแพทย์ โดยใช้ระบบปิงหากัน ถือว่าเป็นเมสเซนเจอร์รุ่นดึกดำบรรพ์ของเอโอแอล ซึ่งออกมาภายหลัง
ในช่วงระหว่างเรียนไฮสคูล ภายใต้การทำงานกับบริษัท อินเทลลิเจนต์มีเดียกรุ๊ป เขาได้สร้างโปรแกรมเล่นดนตรีที่เรียกว่า ไซแนปส์มีเดียเพลเยอร์ (Synapse Media Player) ใช้ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้พฤติกรรมการฟังเพลงของผู้ใช้ โดยได้โพสต์ลงที่ สแลชด็อต ได้รับคะแนน 3 เต็ม 5 จาก พีซีแม็กกาซีน ไมโครซอฟท์และเอโอแอลพยายามจะซื้อไซแนมป์และรับซักเคอร์เบิร์กเข้าทำงาน แต่เขาเลือกที่จะสมัครเรียนที่ฮาวาร์ดในเดือนกันยายน ค.ศ. 2002
ฮาวาร์ด
ในช่วงที่เขาเรียนอยู่ที่ฮาวาร์ด เขามีกิตติศัพท์ด้านความอัจฉริยะในการเขียนโปรแกรมแล้ว เขาศึกษาด้าน วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และจิตวิทยา และเป็นสมาชิก อัลฟาเอปซิลอนไพ สมาคมยิวในมหาวิทยาลัย พอเรียนชั้นปีที่ 2 เขาสร้างโปรแกรมจากห้องพักของเขาที่ชื่อ “คอร์สแมตช์” ที่ให้ผู้ใช้สามารถตัดสินใจเรื่องการเลือกเรียนวิชา จากการตัดสินใจของนักเรียนคนอื่น และยังช่วยให้พวกเขาร่วมก่อกลุ่มการเรียน ต่อจากนั้นไม่นาน เขาสร้างโปรแกรมที่แตกต่างกันออกไป เรียกว่า “เฟซแมช” ที่ให้ผู้ใช้เลือกหน้าผู้ใช้ที่หน้าตาดีที่สุดในบรรดารูปที่ให้มา เพื่อนร่วมห้องของเขาเวลานั้นที่ชื่อ อารี ฮาซิต กล่าวว่า “เขาสร้างเว็บไซต์นี้เพื่อความสนุก”
“เรามีหนังสือ ที่เรียกว่า เฟซบุ๊กส์ ที่รวบรวมรายชื่อและภาพของทุกคนที่อยู่ในหอพัก ในตอนแรกเขาสร้างเว็บไซต์ที่ วางรูป 2 รูป หรือรูปของผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 2 คน ผู้เยี่ยมเยือนเว็บไซต์จะเลือกว่า ใครร้อนแรงกว่ากัน และรวบรวมจัดอันดับเป็นผลโหวต”
เว็บไซต์เปิดในช่วงวันหยุด แต่พอถึงเช้าวันจันทร์ เว็บไซต์ก็ถูกปิดโดยมหาวิทยาลัย เว็บไซต์ได้รับความนิยมในช่วงเวลาอันสั้น จนทำให้เซิร์ฟเวอร์ของฮาวาร์ดล่ม นักศึกษาจะถูกห้ามใช้เข้าเว็บไซต์ นอกจากนั้นมีนักศึกษาหลายคนร้องเรียนเรื่องภาพที่ใช้ไม่ได้รับอนุญาต เขาออกขอโทษต่อสาธารณะ หนังสือพิมพ์นักเรียนจะพาดหัวเกี่ยวกับเว็บไซต์ของเขาว่า “ไม่เหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม นักเรียนก็ได้เรียกร้องให้มหาวิทยาลัยพัฒนาเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูล รายชื่อ รวมถึงรูป ในส่วนหนึ่งของเครือข่ายมหาวิทยาลัย ฮาซิตเพื่อนร่วมห้องเขากล่าวว่า “มาร์กได้ยินคำร้องเหล่านี้และตัดสินใจว่า ถ้ามหาวิทยาลัยจะไม่ทำอะไรเลยก็ตาม เขาก็จะสร้างเว็บไซต์ที่ดีกว่าที่มหาวิทยาลัยจะทำ”

อะไรทำให้เราคิดว่า Mark Zuckerberg เป็น INTJ?
ยกตัวอย่าง คร่าวๆ มาซัก 4 อย่าง
1.บ่อยครั้งเขาจะอธิบายเรื่องงานแบบ “introvert:
2.จะย้ายจาก project หนึ่งไปอีกproject หนึ่งบ่อยๆ
3.ไม่ได้กังวลผลทางธุรกิจมากไปกว่า จุดประสงค์และความสำคัญในสิ่งที่เขาสร้าง
4.บ่อยครั้งจะทำตัวเงียบ เมื่ออยู่ล้อมด้วยคนแปลกหน้า แต่จะพูดคุยเฉพาะกับคนที่น่าสนใจ หรือกับเรื่องที่น่าสนใจ ที่จะจุดประกายไอเดียให้กับเขา
เป็นต้น
ขอบคุณที่อ่าน และอยากจะบอกว่า
student-reading-illustration_23-2147529876

INTJS ผู้มีชื่อเสียง: NIKOLA TESLA (INVENTOR)

หลังจากที่ได้อ่านเนื้อหาจาก 2 เนื้อหาก่อนหน้า กันไปแล้ว
คราวนี้มาดูเนื้อหาของ INTJ อีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นกัน นั้นคือ นิโคลา เทสล่า นักประดิษฐ์อัจฉริยะของเรานี่เอง
Nikola Tesla
Inventor
Tesla: “My ideas have revolutionized the industries of the United States.”
Tesla: “The … development of man [has as its] ultimate purpose the complete mastery of mind over the material world.”
Tesla: “The world was not prepared for [my work]. It was too far ahead of time, but … in the end [it will be] a triumphal success.”
Tesla: “If Edison had a needle to find in a haystack, he would proceed at once with … diligence … to examine straw after straw. … I was a sorry witness of such doings, knowing that a little theory and calculation would have saved him 90% of his labor.”
John Stone: “[Everyone] misunderstood Tesla. … He did dream [but he made] his dreams come true. [He had] visions but they were of a real future, not an imaginary one. … [We must] admit [he] was a prophet.”


การส่งพลังงานแบบไร้สายด้วยต้นทุนต่ำเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อมนุษย์ เพราะมันจะทำให้เขาเป็นนายเหนือท้องฟ้ามหาสมุทร และทะเลทราย ทำให้เขาสามารถขจัดความจำเป็นในการขุดเจาะ สูบ ขนส่ง และเผาผลาญเชื้อเพลิง และดังนั้นจึงกำจัดแหล่งที่มาไม่รู้จบของความสิ้นเปลืองอันชั่วร้าย
นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla, ๑๘๕๖-๑๙๔๓)
…………………
ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตอันสะดวกสบายของคนสมัยนี้ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากกว่าธรรมชาติแทบทุกคนคงนึกถึงหลอดไฟฟ้าและระบบจ่ายไฟฟ้าของ โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) อัจฉริยะผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายจนได้รับสมญา “พ่อมดแห่งเมนโลปาร์ก”
เอดิสันมิใช่นักประดิษฐ์ยุคปลายศตวรรษที่ ๑๙ “รุ่งอรุณแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่” เพียงคนเดียวที่เราสำนึกบุญคุณจวบจนปัจจุบัน ผู้ยิ่งใหญ่ร่วมรุ่นหลายคนเป็นตำนานที่คนทั่วไปจำขึ้นใจตั้งแต่สมัยเรียน อาทิ กูกลีเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi) นักประดิษฐ์รางวัลโนเบลผู้ได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งวิทยุ” เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) นายธนาคารผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หรือ จอร์จ เวสติงเฮาส์ (George Westinghouse) ผู้คิดค้นเบรกรถไฟและเผยแพร่ระบบจ่ายไฟฟ้กระแสสลับที่เอาชนะระบบจ่ายไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสันในการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นที่คนปัจจุบันรู้จักในชื่อ “สงครามคลื่น” (War of Currents แต่ตอนนี้ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคตเอดิสันอาจหัวเราะทีหลังดังกว่า เพราะระบบจ่ายไฟกระแสตรงแบบกระจายศูนย์ที่ใช้พลังงานทดแทน เช่นพลังแสงอาทิตย์และพลังลม กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ)
ถึงแม้ว่ายุครุ่งอรุณแห่งเทคโนโลยีจะมีคนที่เรายกย่องเป็น “วีรบุรุษ” มากมาย ชื่อของ นิโคลา เทสลา นักประดิษฐ์และวิศวกรชาวยูโกสลาเวีย (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโครเอเชีย) กลับเลือนหายไปจากกระแสสำนึกของสังคม ทั้งที่เขาไม่เพียงเป็นอัจฉริยะเจ้าของสิทธิบัตรกว่า ๓๐๐ รายการ หากยังเป็นบิดาแห่งวงการวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า มีชื่อเสียงโด่งดังทัดเทียมเอดิสันในครึ่งแรกของชีวิต เป็นผู้ประดิษฐ์และค้นพบสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวสติงเฮาส์เอาชนะเอดิสันในสงครามคลื่นได้) ขดลวดเทสลา (Tesla coil) เครื่องวัดความเร็วติดรถยนต์ การกระจายเสียงผ่านวิทยุ และวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า อันเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลาซึ่งวิศวกรรุ่นหลังตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
การค้นพบเหล่านี้ล้วนเป็น “ฟันเฟือง” สำคัญที่ทำให้สังคมได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืนจากงานของเอดิสัน มาร์โคนี เวสติงเฮาส์ และนักประดิษฐ์อีกจำนวนมาก จนกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เราคุ้นเคยไม่อาจสัมฤทธิผลได้ถ้าปราศจากงานของเทสลา
นิโคลา เทสลา ในห้องทดลองของเขาี่ที่เมืองโคโลราโด สปริงส์ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๑๘๙๙ ถ่ายคู่กับเครื่องส่งกระแสไฟฟ้ายักษ์ ซึ่งมีความถี่สูงมากจนสามารถส่งกระแสไฟนับล้านวัตต์
มอเตอร์กระแสไฟฟ้าสลับของเทสลาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ ๑๐ ชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
แต่แล้ว เทสลากลับกลายเป็นคน (ไม่) สำคัญที่โลกลืมก่อนตัวเขาจะล่วงลับนานนับสิบปี ถูกเย้ยหยันจากนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันและสังคมอย่างไม่ไยดี ตายอย่างยากไร้และเดียวดายในห้องน้ำของโรงแรมโกโรโกโสแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ไม่มีใครรู้วันตายที่แน่นอน งานทั้งชีวิตของเขาถูกรัฐบาลอเมริกันตีตรา “ลับที่สุด” และห้ามใครพูดถึงในที่สาธารณะจวบจน ๑๐๐ ปีให้หลัง
สาเหตุที่ชีวิตของนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่พลิกผันชนิดหน้ามือเป็นหลังมืออาจเป็นส่วนผสมระหว่างอัจฉริยภาพ นิสัยส่วนตัวตั้งแต่เกิด กับความบังเอิญ (บางคนอาจเรียกมันว่า “โชคชะตา”) ที่เล่น “ตลกร้าย” กับเขาอย่างเหลือเชื่อ
ดร. โรเบิร์ต โลมัส (Robert Lomas) คลี่คลายปริศนาเกี่ยวกับบั้นปลายชีวิตของเทสลาไว้อย่างน่าประทับใจในบทความเรื่อง “Spark of Genius” ตีพิมพ์ในวารสาร The Independent วันที่ ๒๑ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๙๙ ผู้เขียนได้แปลและตัดต่อบางตอนมาพอสังเขป
………………………………………………………………
นิสัยของเทสลาเองเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของความไร้ชื่อเสียงของเขา เทสลาไม่เหมือนกับเอดิสัน เวสติงเฮาส์ มาร์โคนี หรือมอร์แกน ตรงที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ช่วยอนุรักษ์ชื่อเสียงและเชิดชูผลงานต่อสาธารณชนตลอดมา หากคนทั่วไปจะจำเทสลาได้ พวกเขาก็จำได้แต่ในฐานะคนประหลาดที่เขียนบทความส่งหนังสือพิมพ์ (ด้วยหัวข้ออย่าง “คลื่นยักษ์ของเทสลาในการทำสงคราม”, “การนอนหลับด้วยไฟฟ้า”, “วิธีส่งสัญญาณไปดาวอังคาร” ฯลฯ) …ในช่วงบั้นปลายชีวิต ๒๖ ปีสุดท้าย ภาพพจน์ของเขาในสายตาคนทั่วไปเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คนเลิกมองเขาว่าเป็นวิศวกรผู้เก่งกาจ กลับมองว่าเขาเป็น “คนแก่สติเฟื่อง” ที่พยากรณ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงที่ว่าปาฏิหาริย์ส่วนใหญ่ที่เทสลาพยากรณ์และเกิดขึ้นจริงๆ นั้นดูเหมือนจะไม่ช่วยให้ชื่อเสียงของเขาดีขึ้นเลย
ในวันเกิดครบรอบ ๗๕ ปี เทสลาขึ้นปกนิตยสาร Time ในขณะที่เขาพำนักฟรีอยู่ในโรงแรม Grosvoner Clinton ด้วยความเอื้อเฟื้อของผู้จัดการ ก่อนหน้านี้เขาถูกเชิญออกจากโรงแรมหลายแห่งเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง หลังจากเหตุการณ์นี้เขาต้องอพยพออกจากโรงแรม Grosvoner Clinton และยอมทิ้งสัมภาระไว้เป็นค่าห้องแทน วิกฤตเศรษฐกิจ (Great Depression) ในอเมริกาช่วงนั้นซ้ำเติมให้เทสลามีปัญหาการเงินมากกว่าเดิม เขาพบ “บ้าน” ที่จะอาศัยอยู่ไปชั่วชีวิตก็ต่อเมื่อรัฐบาลยูโกสลาเวียรู้สึกสงสารพลเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศ เลยอนุมัติเงินบำนาญให้เทสลาจำนวน ๗,๒๐๐ เหรียญสหรัฐต่อปี แต่ถึงกระนั้นเทสลาก็ยังต้องย้ายโรงแรมบ่อยครั้ง เพราะเขาชอบให้อาหารนกบนโต๊ะ ทำให้มีนกพิราบบินเข้ามาในห้องอยู่เสมอ
เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เทสลาไม่เคยตีพิมพ์ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงที่มีพลวัตของเขา องค์ความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงในปัจจุบันบอกว่า เมื่อวัตถุหนักเคลื่อนที่ มันจะแผ่คลื่นแรงโน้มถ่วง (gravity wave) ออกมา ซึ่งมีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง คลื่นแรงโน้มถ่วงนี้มีคุณสมบัติคล้ายกันกับคลื่นชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด สิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทสลาล้วนตั้งอยู่บนองค์ความรู้เกี่ยวกับคลื่น เขาเชื่อมั่นว่า เสียง แสง ความร้อน รังสีเอกซเรย์ และคลื่นวิทยุ ล้วนเป็นคลื่นที่เกี่ยวข้องกัน และเราสามารถค้นคว้าได้ด้วยสมการคณิตศาสตร์ประเภทเดียวกัน ความเห็นของเทสลาที่ไม่ตรงกันกับไอน์สไตน์สะท้อนให้เห็นว่าเขาได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่แรงโน้มถ่วงด้วย
ขึ้นปกนิตยสาร Time
ศูนย์ HAARP ในมลรัฐอะแลสกา
ในทศวรรษ ๑๙๘๐ ความคิดของเทสลาได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง ผลการวิจัยเรื่องการสูญเสียพลังงานในพัลซาร์ดาวคู่นิวตรอน (double neutron star pulsar) ชื่อ PSR 1913+16 พิสูจน์ว่าคลื่นแรงโน้มถ่วงมีอยู่จริง ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจกับความคิดของเทสลาที่ว่า แรงโน้มถ่วงเป็นสนามพลัง มากกว่าที่ไอน์สไตน์ให้ความสนใจ โชคร้ายที่เทสลาไม่เคยอธิบายว่าอะไรทำให้เขาสรุปแบบนี้ และไม่เคยอธิบายทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขาให้โลกรู้ การโจมตีงานของไอน์สไตน์ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์ตอนนั้นโจมตีเทสลาอย่างมหาศาล เราเพิ่งจะเข้าใจแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะระลึกได้ว่าความคิดของเทสลานั้นถูกต้องเมื่อไม่นานมานี้เอง
ในปี ๑๙๔๐ หลังวันเกิดครบรอบ ๘๔ ปีไม่กี่วัน เทสลาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ The New York Times ฉบับวันที่ ๒๒ กันยายน ค.ศ. ๑๙๔๐ ว่า “…เขาพร้อมที่จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับพลัง ‘โทรกำลัง’ (teleforce) ต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา พลังนี้มีอานุภาพหลอมละลายเครื่องยนต์ของเครื่องบินจากระยะไกลถึง ๒๕๐ ไมล์ ทำให้สามารถสร้างแนวกำแพงป้องกันรอบประเทศแบบกำแพงเมืองจีน แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า”
ไม่มีนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยคนใดวิจารณ์บทความชิ้นนี้ กว่าจะถึงตอนนั้น ชื่อเสียงของเทสลาในฐานะคนอยากดังก็พุ่งสูงกว่าความสามารถของเขาที่จะทำให้คนเชื่อ และขณะที่ฮิตเลอร์กรีฑาทัพเข้ายุโรป ทุกคนก็มีเรื่องอื่นให้ปวดหัวมากกว่า
ในปีถัดมา สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเทสลาเองก็คงเป็นกังวลกับการที่ยูโกสลาเวีย ประเทศบ้านเกิดของเขา ได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพเยอรมัน เทสลาต้องการยก “รังสีหายนะ” (Death Ray ชื่อที่หนังสือพิมพ์ขนานนามขีปนาวุธ “โทรกำลัง” ของเขา) ให้แก่รัฐบาลอเมริกัน เพื่อช่วยทั้งประเทศบุญธรรมและประเทศบ้านเกิดเมืองนอน ดังนั้น อีก ๒ ปีต่อมาคือปี ๑๙๔๓ เทสลาจึงโทรศัพท์ไปที่แผนกการสงครามสหรัฐฯ ขอคุยกับพันเอกเออร์สไกน์ (Colonel Erskine) เสนอยกความลับของขีปนาวุธ “โทรกำลัง” ทั้งหมดให้แก่รัฐบาล เออร์สไกน์ไม่รู้ว่าเทสลาคือใคร คิดว่าเขาเป็นแค่คนบ้าคนหนึ่ง เออร์สไกน์ให้สัญญากับเทสลาว่าจะติดต่อกลับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ลืมสนิท นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เทสลาติดต่อกับโลกภายนอก ถึงตอนนี้เขาล้มป่วยอย่างรุนแรง หัวใจที่อ่อนแอของเขาทำให้เกิดอาการเวียนหัวบ่อยครั้ง ตอนนั้นเทสลาพักอยู่ในโรงแรม New Yorker ในเย็นวันที่ ๕ มกราคม วันเดียวกัน เทสลาแจ้งทางโรงแรมว่าไม่ต้องการให้ใครรบกวน แล้วหลังจากนั้นก็เข้านอน เขามักแจ้งพนักงานโรงแรมว่าไม่ให้ใครรบกวนเป็นช่วงๆ ช่วงละ ๒-๓ วัน แต่นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเขาขณะมีชีวิต
เหตุการณ์ต่อจากนั้นเกิดขึ้นเหมือนบทหนังเกรดบี เทสลาตายด้วยอาการหัวใจล้มเหลวระหว่างเย็นวันอังคารที่ ๕ มกราคม และเช้าวันศุกร์ที่ ๘ มกราคม พนักงานทำความสะอาดเป็นคนพบศพเขาในเช้าวันศุกร์ ญาติคนเดียวของเทสลาที่คนรู้จักคือหลานชายที่ชื่อ ซาวา โคซาโนวิช (Sava Kosanovich) นั้นเป็นผู้อพยพจากยูโกสลาเวียที่หลบหนีกองทัพเยอรมันมายังอเมริกา เขาก็เหมือนผู้อพยพอื่นๆ อีกหลายคน คืออยู่ภายใต้การสอดแนมของตำรวจเอฟบีไอในฐานะคนที่อาจเป็นสายลับของศัตรู
เย็นวันเดียวกัน พันเอกเออร์สไกน์แจ้งกับตำรวจเอฟบีไอว่าเทสลาตายแล้ว และบอกว่าหลานชายของเขาคือโคซาโนวิชยึดเอกสารต่างๆ ที่อาจใช้ในการทำสงครามกับรัฐบาลอเมริกันได้ เมื่อได้ยินดังนั้น เอฟบีไอจึงขอให้หน่วยพิทักษ์ทรัพย์สินคนต่างด้าว (Alien Property Custodian) รีบไปยึดทรัพย์สินต่างๆ ของเทสลา เนื่องจากเอฟบีไอกลัวว่าโคซาโนวิชจะนำความลับเกี่ยวกับอาวุธสงครามที่เทสลาออกแบบไปบอกศัตรู ผู้อำนวยการ FBI เจ. เอดการ์ ฮูเวอร์ (J. Edgar Hoover) ได้ส่งบันทึกไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ว่า เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ นิโคลา เทสลา ต้องถูกจัดการอย่างลับที่สุด และทุกฝ่ายต้องรักษาความลับของสิ่งประดิษฐ์ของเขาให้เป็นความลับตลอดไป
ด้วยเหตุนี้ งานทั้งชีวิตของเทสลาจึงถูกตีตรา “ลับที่สุด” และห้ามไม่ให้ใครอภิปรายเรื่องนี้อีกเลย
คงเป็นตลกร้ายที่รังสีหายนะของเทสลากลับกลายเป็นเรื่องจริง วงการวิทยาศาสตร์เพิ่งตามเขาทันเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ในปี ๑๙๙๓ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เริ่มก่อสร้างศูนย์วิจัยไอโอโนสเฟียร์ (ionosphere คือชั้นบรรยากาศโลกที่ความสูงตั้งแต่ ๗๐-๕๐๐ กิโลเมตร) ในเมืองกาโคนา มลรัฐอะแลสกา ศูนย์นี้มีชื่อว่า HAARP (High Frequency Active Auroral Research Program) ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง อาทิ อะแลสกา สแตนฟอร์ด คอร์แนลล์ ยูซีแอลเอ และเอ็มไอที ในการดำเนินโครงการเพื่อศึกษาคุณสมบัติการสะท้อน (resonant properties) ของโลกและชั้นบรรยากาศโลก โครงการนี้มีความเกี่ยวโยงกับงานของเทสลาอย่างชัดเจน กล่าวคือ HAARP กำลังศึกษาปรากฏการณ์เดียวกันกับที่เทสลาค้นคว้าที่โคโลราโดเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน
ฉะนั้น เทสลาจึงมีเรื่องให้ “หัวเราะทีหลังดังกว่า” ถึง ๒ ข้อด้วยกัน ข้อแรกคือ รัฐบาลได้สร้าง “โทรกำลัง” ของเขาขึ้นมาจริงๆ และข้อสอง เขาเป็นผู้ชนะในสงครามสิทธิบัตรกับมาร์โคนี หลังจากเขาตายไปแล้ว ๖ เดือน เมื่อคำตัดสินของศาลสูงอเมริกายืนยันว่า นิโคลา เทสลา เป็นผู้ประดิษฐ์วิทยุเป็นคนแรกของโลก ไม่ใช่มาร์โคนี อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า เพราะสิทธิบัตรทั้งสองได้หมดอายุไปแล้ว นักประดิษฐ์ทั้งคู่ก็ตายไปแล้ว และก็ไม่มีใครคุยกันเรื่องนี้ได้เพราะรัฐบาลมีคำสั่ง “ลับที่สุด” ห้ามทุกคนพูดถึงงานของเทสลา
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากห่วงโซ่เหตุการณ์ที่น่าเศร้าดังกล่าวคือ ผู้ทำประโยชน์มหาศาลให้แก่มนุษยชาติคนหนึ่งต้องกลายเป็นบุคคลที่โลกลืม เทสลาตายแบบเดียวกับที่เขาใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างเดียวดาย ว้าเหว่ และลับที่สุด กลายเป็นคนลึกลับนานหลายปีเพียงเพราะยื่นข้อเสนอที่น่าตกใจต่อรัฐบาลอเมริกันในบั้นปลายชีวิต งานทั้งหมดของเขาถูกตีตรา “ลับที่สุด” จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ ๑๐๐ ปี
เทสลาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ชาญฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ เป็นนักทำนายที่มองเห็นอนาคตได้จริง แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาเป็นปัจเจกชนที่เอาแต่ใจตัวเสียจนไม่เคยมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับใคร เข้าสังคมไม่เป็น ปฏิเสธที่จะมีความสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามและไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัวใคร แม้กระทั่งจับมือทักทายคน (ด้วยการโกหกว่ามือของเขาได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในห้องทดลอง) มีนิสัยเพี้ยนๆ มากมาย เช่น เชื่อว่าตัวเองมีพลังจิต ทำสิ่งต่างๆ ซ้ำซากในจำนวนครั้งที่หารด้วย ๓ ลงตัว (ตัวเลขที่เขาชอบเป็นพิเศษคือ ๒๗ เพราะเท่ากับ ๓๓) แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง เทสลาพูดได้หลายภาษาและอ่านหนังสืออย่างกว้างขวาง
เมื่อไรก็ตามที่คุณเห็นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ส่งพลังงานมาบันดาลให้ชีวิตสมัยใหม่ของคุณเป็นจริง ลองซุกมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋า ใช้เวลาอึดใจหนึ่งขอบคุณผู้มอบสิ่งนั้นให้แก่คุณ–นิโคลา เทสลา คน (ไม่) สำคัญผู้ว้าเหว่ พูดมาก หมกมุ่น และปราดเปรื่อง ผู้ใฝ่ฝันถึงการแปลงโลกทั้งใบให้เป็นสื่อนำไฟฟ้า ทุกคนจะได้ใช้ไฟฟ้าอย่างเสรี ผู้อุทิศชีวิตให้แก่การไล่ตามความฝันนี้อย่างไม่ใส่ใจว่าจะได้รับอะไรตอบแทนหรือไม่


เขาเป็น INTJ ยังไง?
-มี Ni โดดเด่น : Nikola Tesla ไม่ได้เป็นหนึ่ง ที่จะต้องพิจารณาไอเดียของความล้มเหลว แต่ เน้นในวิสัยทัศน์ ที่เขามี ในอนาคต ระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
– เสริมด้วย Te : Nikola Tesla เป็น นักวางแผน เขาต้องรู้เร็วที่สุดถึงสิ่งที่เขาต้องการ เขามีแผน ในการที่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้น เขามักจะทำงานในโปรเจคที่คนอื่นเขาไม่สนใจกัน (พูดง่ายๆคือทุ่มเททำงานที่ตัวเองรัก แบบไม่ตามกระแสนั่นเอง)
-Fe: แม้จะมี ความจริงที่ว่า เทสลาเป็นคนที่มีตรรกะสูง เขาก็มีแรงบันดาลใจ อย่างล้ำลึกจากความรู้สึกของเขา ซึ่งแรงบันดาลใจ ของเขามาจากความรักที่มีต่อพี่ชายของเขาที่เสียชีวิตตอนเป็นเด็ก เทสลาเองต้องการให้สิ่งที่เขาประดิษฐ์ มีความหมาย และเป็นประโยชน์ กับคนอื่น ๆ จึง ต้องการที่จะให้พลังงานให้คนทั้งโลกได้ใช้ฟรี เขามีความรู้สึกที่แข็งแกร่ง ของความมีคุณธรรม และ ไม่เห็นด้วยกับความโลภของโลกธุรกิจ เขาให้ความสำคัญที่สุดในเรื่องของเวลา และการทำงาน ที่มีจะทำโลกดีขึ้น โดยไม่ ต้องการ ที่จะเปิดเผย ตัวเอง หรือ ชีวิตส่วนตัวของเขาในกระบวนการ.
-Se: เทสลา เป็นคนที่มองเห็นได้จากการเรียนรู้และการจดจำ เขาไม่เคยวาดหรือเขียนแผนสำหรับ สิ่งประดิษฐ์ ของเขาเพราะเขา ก็สามารถ เห็นภาพสิ่งเหล่าในใจ เขามักจะ พบว่าตัวเองมีการกระตุ้น ประสาทสัมผัสโดยการinput มากเกินไป และเก็บไว้กับตัวเขาเอง พูดง่ายๆคือใช้เซ้นต์ มากเกินไป
จบ ค่ะ
ขอบคุณที่อ่าน
กราบสวัสดี
CREDIT: https://visionconner.wordpress.com

เขาว่า แบบนี้คือ INTJ จาก DEK-D.COM

เขาบอกว่านี่คือลักษณะเฉพาะ intj จากเว็บ dek.d.com  (Comment by INTJ : โดยผู้หญิง intj อายุ 30+  )
1. ไม่ชอบการพูดเรื่องเล็กๆน้อยๆ ทั่วไปที่ไร้ความหมาย (เช่น อากาศดีจังวันนี้)
INTJ’s says: สำหรับเรา มันแล้วแต่สถานการณ์นะ ถ้าเป็นหน้าที่ที่ต้องพูดเป็นมารยาท ก็พูดๆไป เช่น เป็นไงบ้าง? วันนี้โอเคมั้ย? ส่วนใหญ่การพูดเรื่องเล็กๆน้อยๆก็จะพูดกับคนที่ไม่สนิทมาก หรือนานๆเจอที และอาจะไม่คิดสานต่อประโยคให้วุ่นวาย คือ ถามตามมารยาท แล้วจบ เสร็จแล้วจาก แค่นั้น.
13055338_10205588572744008_3834038752781190026_n
2.มักพูดหรือถามคำถามเพราะต้องการคำตอบจริงๆ และคำถามบางทีก็จริงจังมากๆ (เช่น คุณรู้สึกยังไงกับเมืองไทยในขณะนี้)แถมรู้ด้วยนะว่าคู่สนทนากำลังอึ้งอยู่
INTJ’s says:โอ้ย อันนี้เวอร์ไปนิด ไม่ขนาดนั้นหรอก มันซีเรียสไปมั้ยอ่ะ จริงๆเราว่าแล้วแต่คนนะ เรื่องถาม ตอบ เรื่องซีเรียสหน่ะ คือเราเคยเข้าไปในกลุ่ม facebook แบบกลุ่มปิดของ INT๋J ที่เป็นของทั่วโลก ซึ่งมีสมาชิกหลักหมื่น เท่านั้น เช่น
บางคนก็ถามคำถามซีเรียส หยั่งเชิงความคิดคนอื่น และก็มีหลายคนมาโต้ตอบเสนอความคิดแบบเมามันมากๆ คล้ายๆกับเว็บพันทิพบ้านเรา คือพูดคุยกันแล้วได้ความรู้เพิ่มขึ้นแน่นอน  แต่หลายคนในนั้นก็โต้ตอบกันแบบคนละขั้ว และก็คอมเม้นว่าเรื่องที่คุยกันนั้นไม่สร้างสรรค์ จะมาเสียเวลาเถียงกันหรือหาคำตอบกันทำไม เป็นต้น
สรุปคือ INTJ แต่ละคน ก็มองเรื่องของคำถามซีเรียสหรือtopic การพูดคุยไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะไม่คุยเรื่องพื้นๆและไร้สาระ และอันไหนที่ตัวเองเห็นว่าไม่สร้างสรรค์ ก็จะโต้ตอบทันที บางคนโต้ตอบแบบเมินเฉย หรือบางคนโต้ตอบแบบโจมตี แต่ก็มีบางคนที่ตอบเป็นมารยาทก็มี(ซึ่งอ่อนน้อมกว่าแบบอื่น) แต่สิ่งที่เราเห็นชัดมากคือ การกด like ของ INTJ ในกรุ๊ปนี้ ยากมาก ถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่สร้างสรรค์จริง อย่าหวังว่าจะได้ Like อันนี้เท่าที่สังเกตคร่าวๆนะ เพราะปกติเราไม่ค่อยเข้า FB ถ้าไม่ว่างจริงๆ
และสำหรับเรา ตรงประโยคที่ว่า “….แถมรู้ด้วยนะว่าคู่สนทนากำลังอึ้งอยู่” บ้าไปแล้ว คือเราไม่สนใจว่าใครจะอึ้งหรือจะคิดยังไงกับสิ่งที่เราพูด เราสนใจแค่การตอบสนองตามที่เราคิดรึเปล่า อึ้งหรือไม่ ไม่สนใจ
3.มีปัญหากับการอธิบายความคิดของตัวเอง เพราะรูปแบบความคิดของคนกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่เป็นกลุ่มความคืดที่ INTJ จะโยงๆเข้าด้วยกัน แล้วสรุปออกมาเป็นคำพูด สิ่งที่พูดออกมาจึงดูเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป
INTJ’s says::สำหรับเราข้อนี้ค่อนข้างจริง คือ โยงเรื่องราว และสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน บางอย่างก็ยากที่จะอธิบาย ขนาดสามี ที่คบกันมา สิบกว่าปี ก็ชอบพูดเสมอว่า “ม่าม้า….รู้ได้ยังไงอ่ะ” ตั้งแต่วันแรกที่เจอ จนวันนี้ จนเราบอกประจำว่า “เมื่อไหร่จะเลิกถามฟ่ะ !#!!?  คือตูก็อธิบายเมิงไม่ได้โฟ้ยย”หรือถ้าไม่ตอบเวลาใครถามแบบนี้ เราก็นิ่งๆไปเลย เป็นต้น
4.INTJ ก็จะรู้สึกหงุดหงิดเวลาที่คนทั่วไปไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด อาจถึงขั้นมองว่าเป็นคนโง่ไปเลย
INTJ’s says:: สำหรับเราต้องขยายว่า “…อาจถึงขั้นมองว่าเป็นคนโง่ไปเลย” ไม่ได้หมายถึงว่าคนอื่นโง่หรอก มันแรงไป (แม้ในใจก็คิดคำนี่แหล่ะ) แต่แค่คิดว่าคนอื่นคิดไม่ตรงกัน ก็จะไม่เสียเวลาพูด เนื่องจากส่วนตัวเราเอง เคยมีประสบการณ์เลวร้าย เรื่องการพูดตามที่คิด มาตั้งแต่เด็ก แต่โดนว่าเป็นพวกนอกคอก พวกหัวรั้น หรืออีกหลายคำที่เรียกกัน พอโตขึ้นก็ไม่พยายามพูดอะไรตามที่คิดอีก ถ้าคนๆนั้นวิสัยทัศน์ไม่ถึง ทิศทางการพูดคุยไม่ตรงกัน และยิ่งการพูดคุยครั้งนั้นไม่ทำให้เราโตขึ้นหรือฉลาดกว่าเดิม เราจะไม่คุยหล่ะ เสียเวลาและความรูัสึก แถมอาจถูกมองว่าเป็นพวกนอกคอก ชั่วร้าย เข้าถึงยาก ฯลฯ
ปล.และยิ่งเป็น intj ที่เป็นผู้หญิงด้วยแล้ว เลวร้ายไปใหญ่ และการเขียน blog นี้ก็เสี่ยงต่อการถูก comment แต่ช่างมัน เป็นวิทยาธาร
5.ถ้าหากคนกลุ่มนี้พยายามอธิบายเรื่องใดกับคุณ แปลว่าเขามองว่าคุณมีมันสมองระดับเดียวกับเขา
INTJ’s says:อันนี้จริง ก็ตามด้านบนนั้นหล่ะ
6.ซ่อนความรู้สึกของตัวเอง เพราะ INTJ เป็นคนที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงมากกว่าความรู้สึก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้ไม่ร้องไห้ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วเขาจะนิ่งๆมากกว่า
INTJ’s says: สำหรับเรา จริงนะ เราจะตัดความรู้สึกทั้งหมดออกแล้วมองแต่ภาพรวมกว้างและความจริงเท่านั้น แถมเอาประสบการณ์เก่าๆ มารวมกันพิจารณาด้วย แต่เราก็ร้องไห้นะ แต่ร้องส่วนใหญ่เพราะเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจนี่แหล่ะ และบางทีก็ร้องออกมาเฉยๆ ไม่มีสาเหตุ เพราะเหนื่อยที่จะนิ่งๆ
intj vision
7.INTJไม่สนใจกติกาสังคม ไม่แคร์วาวิธีที่ทำจะต่างจากขนบเดิม ตราบเท่าที่ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน (เช่น จะปั่นจักรยานไปโรงเรียน ถ้าไปทางลัดแล้วจะไปเร็วกว่า แต่เสี่ยงกับการบุกรุกบ้านคนอื่น INTJ จะไปทางนั้นแทน)
INTJ’s says: สำหรับเรา อันนี้ตรงกับเรานะ แต่เราจะเป็น INTJ ที่ถูกที่บ้านสอนว่า อย่าทำอะไรแผลงๆต่อหน้าคนอื่นอย่าขวางโลกเกินไป ดังนั้น เวลาเราอยู่กับคนอื่น เราก็เป็นคนธรรมดาคิดตามชาวบ้านเขาไปก่อน แล้วอันไหนไม่เวิร์ก นั่นแหล่ะ เราจัดเอง เจ๋งกว่า ดีกว่า นอกกรอบกว่า จบข่าว.
8.INTJ จะพยายามจัดการกับปัญหาด้วยวิธีการของตัวเอง โดยไม่ขอความช่วยเหลือหรือขออนุญาติใครทั้งสิ้น เมื่อเห็นว่าวิธีใช้ไม่ดีเขาจะแก้ไขทันที
INTJ’s says:ก็จริง ดูจากข้อ 7
9.INTJ ความจำดีมาก และวิเคราะห์เก่ง ทำให้เขาดูฉลาดกว่าคนทั่วไป (คน ไอคิวสูงส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนี้)
INTJ’s says:เว่อร์อ่ะ วิเคราะห์เก่งอ่ะใช่ แต่เรื่องIQ เรา 127-135 ไม่น่าสูงนะ และมันไม่สำคัญ เคยอ่านงานวิจัยหลายๆอัน เขาบอกว่า IQ สูงจากการทำข้อสอบอ่ะ เขาฝึกทำกันบ่อยๆ สามีเราเป็น ISTJ สอบไอคิวได้ตั้ง 150+ เขาบอกว่าเขาชอบฝึกทำตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเรื่อง IQ โปรดมองข้ามไปเลย มันไร้สาระ เคยเห็นคนที่มี IQ สูงมากๆ แต่ทำตัวโง่ๆ แบบสิ้นคิดเยอะแยะไป และไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้นเรียนเก่งอย่างเดียววัดอะไรไม่ได้ ต้องคิดให้เป็น และต้องเป็นคนดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือนร้อน และมีทัศนคติที่ดี อันนี้เจ๋งกว่า
10.INTJ เชื่อมั่นในข้อสรุปหรือความคิดของตัวเองมาก ทำให้คนอื่นรู่้สึกว่าเป็นคนหยิ่งยโส เข้าถึงยาก แต่ความจริงแล้ว คนกลุ่มนี้แค่รู้ว่าตัวเองวิเคราะห์เก่งกว่า และจากประสบการณ์ตัวเองจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ เลยเชื่อมั่นในตัวเองสูง
INTJ’s says:สำหรับเราอันนี้เป็นความชั่วร้ายส่วนตัว ที่เป็นจริง แต่ถ้าเราผิดจริงเราบอกตรงๆเลยนะว่าเคร เราผิด แต่เรื่องหยิ่งยโส มันอธิบายยากอ่ะ….
11.INTJ บางคนที่สุดโต่งมากๆ อาจเป็นพวกตรงไปตรงมาเกินไป คือพูดแต่ความจริง แม้ความจริงนั้นอาจจะทำร้ายคนฟังก็ตาม
INTJ’s says:ถ้าเป็นตอนช่วงวัยรุ่น จะตอบว่าใช่ :ใช้่เลย ตามนั้น ไม่สนอ่ะ
แต่ตอนนี้จะตอบว่า:โอ๊ย เราไม่โง่่เหมือนแต่ก่อนแล้วอ่ะ มันไร้สาระมาก ที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง โดยการใช้คำพูดตรงๆ มันดูไม่ฉลาด เราเลือกที่จะพูดความจริงแต่ไม่กระทบจิตใจใครได้ และมนุษย์ซับซ้อนกว่าที่เราคิด ที่สำคัญคิอจังหว่ะการพูด
12.INTJ จะชอบคนตรงไปตรงมาแบบตัวเองมากเป็นพิเศษ ถ้าอยากรู้ความจริงจากคนกลุ่มนี้ทำง่ายมาก ให้ถามตรงไปตรงๆเลย
INTJ’s says:ก็จริงนะ สำหรับเรา แต่ถ้าถามละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว เราก็อาจตอบนะ แต่ครั้งหน้าเราจะหลีกหนีที่จะไม่พูดด้วยอีก
13055461_1138533436186584_6010957785589526696_n
เนื้อหาจาก : https://visionconner.wordpress.com/
INTJ เข้ามาคุยกันเพิ่มเติมได้ที่ songrad.banyen@gmail.com

ถามตอบ เกี่ยวกับ INTJ (2)

  1. ถาม:คุณเป็นคนกระหายหาความรู้ ชอบการเรียนและการขลุกอยู่ในห้องสมุด จริงเหรอ?
คำตอบ: สำหรับเราแล้ว ความรู้เปรียบเสมือนอาหาร ที่ชีวิตเราจะขาดไม่ได้ และต้องเป็นอาหารที่หลากหลายไม่จำกัดแค่อาหารชนิดเดียว และแน่นอนว่าต้องกินอาหารทุกวัน ความรู้ของเราก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ได้จากการฟังผู้มีประสบการณ์ตรง ได้จากการอ่านหนังสือ ได้จากเรื่องเล่าต่อๆกันมา ได้จากสารคดี นิตยสาร เป็นต้น และมันจะไม่จบแค่ ขั้นตอนเดียว คือไม่ใช่ว่าอ่าน ฟังเขาแล้วจบนะ จะเอามาคิดประติดประต่อ เรียบเรียงใหม่ หาแนวคิดเพิ่ม บางครั้งเรื่องเดียวกันเราหาข้อมูลอ้างอิง มาเยอะมาก แบบกระหายใคร่รู้อย่างแท้จริง แถมทดลองๆๆๆ  มีคนแนะนำให้เราไปเป็นอาจารย์ แต่เราไม่นะ ถ้าเป็นอาจารย์พิเศษน่าจะพอได้ แต่ด้วยอายุยังไม่เยอะ อยากหาประสบการณ์เข้าตัวให้มากที่สุด
  1. ถาม: ฟังเหมือนจะเป็นคนเรียนเก่งนะ น่าจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เรียนมาแน่นอน?
คำตอบ: เรียนเก่งมั้ย มัธยมหน่ะเก่ง แต่มหาลัย เราไม่ตั้งใจเรียนในสาขาวิชาที่เรียนเลย เพราะมหาลัยมันเปิดกว้างมาก จนเราได้ไปคลุกคลีกับคณะอื่น สาขาอื่น เจอคนเก่งๆ ด้านอื่น ความกระหายใคร่รู้เลยแตกซ่าน ด้วยความที่พื้นฐานเป็นคนไม่อยู่ในกรอบ ไม่ชอบอยู่ในระบบใคร มันเลยทำให้เราไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าที่ควร เกรดเลยไม่ดี แต่เราได้ประสบการณ์และแนวคิดสนุกๆ ด้านอื่นมาเพียบ ปัจจุบันก็ไม่ได้ทำงานตามแนวที่เรียนมา แต่กลายเป็นงาน ที่จำเจมากๆ ไม่ต้องใช้สมองอะไรเลยในการทำงาน และแน่นอนเรามีเป้าหมายแฝง คือ
  • เราขอทำงานอะไรก็ได้ที่ได้เงินและไม่กระทบต่อความสนใจหลักที่เรามี(เช่นอาจจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องงานอดิเรก หรือแม้แต่ธุรกิจส่วนตัว )
  • ต้องเป็นสถานที่ ทำงานที่มีการเมืองสูงมากๆ ยิ่งเป็นบริษัทที่ไม่มีระบบ เรายิ่งชอบ นั่นหมายความว่า เขาจะใช้คน 1 คนทำงานหลายๆอย่าง และไม่ปิดกั้นที่จะถ่ายทอดความรู้และเล่าปัญหาให้กับคนต่างแผนกฟัง นั่นเป็นเรื่องที่สนุกสำหรับเรา คือ เราต้องทำงานของตัวเองให้ไม่มีปัญหา แถมต้องเอาตัวรอดจากสภาวะแวดล้อมที่วุ่นวายอีกด้วย (มันสนุกสุดๆ )
intj-dating
แต่เราจะลาออกทันที ถ้าคนเหล่านั้น หรือการทำงาน มันล้ำเส้นกับความสนใจหลักที่เรามีมากเกินกว่าเราจะรับได้(ซึ่งแน่นอนมันเรื่องส่วนตัว) เมื่อเรารู้สึกว่าเราโดนจำกัดทางความคิด มันทำให้เราเริ่มไม่สนุก เราจะออกทันที แม้ว่างานที่เราทำจะเป็นที่พอใจกับผู้บริหารมากก็ตาม มีสองครั้งที่เราลาออกเพราะได้เลื่อนตำแหน่ง (อย่ามาถามกลับนะว่าทำไม มันเหมือนครั้งที่เราเคยติดโควตาวิศวะเครื่องกล ที่ พระนครเหนือ แต่เราสละโควตาให้คนอื่น และสุดท้ายเราก็ไปสอบENTRANCE เอาและติดวิศวะ ที่ดีกรีน้อยกว่ามั้ง)
intj
ถ้า INTJ มีอะไรมาแชร์ หรือมาหารือกันได้ที่ songrad.banyen@gmail.com
“คุณไม่ได้แปลกแยก แค่คนประเภทเดียวกับคุณมีน้อย”
แล้ว เจอกัน POST หน้า
สวัสดี
CREDIT: https://visionconner.wordpress.com/

ถามตอบ เกี่ยวกับ INTJ (1)

เขียนบล๊อกนี้ ขึ้นมา เพื่อที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนอื่นๆเข้าใจใน INTJ หรือ INTJ เข้าใจตัวเองดีขึ้นมานีสส นึง แต่ถ้า INTJ อ่านก็อยากจะบอกว่า คุณไม่ได้แปลกกว่าคนอื่นนะ แค่คุณเป็นส่วนน้อยเท่านั้นเอง มาเริ่มคุยกันเลย
เราเป็นผู้หญิง ที่เป็น INTJ อายุ 30+ จากตารางด้านล่างจะเห็นว่า เราแค่ 0.9% เท่านั้นเอง
82589
The Scientist : นักวิทยาศาสตร์
1.ถาม: คุณเป็นคนรักอิสระที่เข้มแข็ง ผู้ชอบแสวงหามุมมองใหม่ๆ ชื่นชอบการเข้าใจสิ่งใหม่ๆ มีความคิดล้ำลึก และมีความคิดฉับไว แต่คนอื่นๆไม่ค่อยได้มองเห็นความฉับไวนี้ของคุณ เพราะคุณมักจะเก็บงำไว้กับตัวเอง จริงเหรอ?
ตอบ:
  • จากคำถามที่ว่า “คุณเป็นคนรักอิสระที่เข้มแข็ง ผู้ชอบแสวงหามุมมองใหม่ๆ ชื่นชอบการเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ?”
คำตอบคือใช่ คือเป็นคนที่รักอิสระ ตั้งแต่จำความได้ ชอบการเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน บางทีก็จะชอบฟังคนพูดเรื่องเดียวกัน โดยผ่านการเล่าเรื่องจากคนละคน มันเป็นเรื่องที่สนุกมาก เพราะเราจะจับความแตกต่างของเรื่องราว และจะเห็นแนวคิดของแต่ละคนด้วย เรื่องนี้เป็นมาตั้งแต่จำความได้ โดยไม่มีใครสอน แต่บังเอิญได้รับโอกาสที่ดี ตั้งแต่เด็กๆ
  • ส่วนคำถามที่ว่า “เป็นคนมีความคิดล้ำลึก และมีความคิดฉับไว แต่คนอื่นๆไม่ค่อยได้มองเห็นความฉับไวนี้ของคุณ เพราะคุณมักจะเก็บงำไว้กับตัวเอง จริงเหรอ?
คำตอบคือ เรื่องความคิดล้ำลึก และเป็นคนคิดเร็ว จับเรื่องนี้ผสมกับประสบการณ์นั้น แล้วอ้างอิงกับปัจจุบันเร็วมาก แต่ไม่สามารถอธิบายใครได้ มันเป็นเรื่องที่ยากมาก แม้กระทั้งตอนเรียนมหาลัย ดิชั้นเรียนวิศวะฯ เป็นคนที่คิดระบบคำตอบเร็วนะ แต่เกรดเฉลี่ยไม่ดี จนเราก็สงสัย พอดีสนิทกับอาจารย์ เลยขอดูเฉลยที่เป็นข้อสอบของเราเอง สรุปคือ เรามีกระบวนการคิดที่ถูกซะส่วนใหญ่ แต่ที่ผิดคือคำตอบที่บวกลบ คูณหารผิด ทั้งๆที่มีเครื่องคิดเลข ต้องยอมรับว่าไม่รอบคอบและใจร้อนมาก
82588
  1. ถาม: คุณมีปัญหาเรื่องการอธิบายความคิดของตัวเองให้คนอื่นฟังมั้ย ทั้งเรื่องเรียน เรื่องทำงาน และส่วนตัว ถ้ามีแล้ว แก้ปัญหายังไง?
ตอบ: มีปัญหาเรื่องนี้มากกกกก แต่กุญแจสำคัญคือ เราต้องเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวของเราก่อน คือมันเยอะมากๆ เราฝึกตัวเองมาตลอด เช่น
  • ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม คือเราเป็น ติวเตอร์ ที่สอนวิชายากๆ เราจะมีขั้นตอนการสอน ที่ฝึกการทำโจทย์เป็นหลัก และอธิบายคนอื่นเป็นขั้นตอน แต่พอเริ่มทำงานก็ไม่ค่อยได้ฝึก ก็เลยจะมีปัญหาบ้าง ต้องแก้เป็นกรณีไป แต่ส่วนใหญ่จะเขียนลงในกระดาษเป็นหลัก
  • แม้เรื่องส่วนตัว เวลาเราทะเลาะกับแฟน (ปัจจุบันเป็นสามี ซึ่งเป็น ISTJ คบกันมา สิบกว่าปี) เราจะอดทนมากๆ แล้วจะมีกระดาษ a4 และปากกามาด้วย แล้วเขียน สถานการณ์ ที่เรากำลังเป็นอยู่ และอธิบาย ว่าที่เราทะเลาะกันมันมีประโยชน์มั้ย คราวหน้าเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง ถ้ามันเกิดขึ้นอีก แต่ด้วยแฟนเราเป็น ISTJ เขาก็จะทำเป็นเข้าใจ แค่ช่วงเดียวหล่ะ แล้วก็จะเป็นอีกทะเลาะกันเรื่องเก่า จนเรารู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่เหนื่อยที่ต้องมานั่งอธิบายซ้ำ เลยยอมๆไป
  • ส่วนเรื่องงาน ก็จะมีปัญหาบ้างแล้วแต่เคส คือถ้าในเคสเราเป็นหัวหน้า มันจะง่ายมาก เพราะจะรู้ว่า แต่ละคนมีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร พูดอย่างไรถึงเข้าใจ แต่ถ้าเคสเราเป็นลูกน้องจะเป็นเรื่องหายนะ เพราะส่วนตัวจะเป็นคนค่อนข้าง(อธิบายไม่ถูกนะ…) แต่เหมือนถ้าคนเป็นหัวหน้าเราแล้วไม่เก่งหรือวางแผนการทำงานไม่เป็น เราจะไม่เคารพเขาเลยนะ บางทีก็จะทำอะไรขัดกับเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นปัญหามากในสังคมคนเอเชีย ที่ดูที่อาวุโส ไม่ใช่ตัวงาน เราเลยเกลียดงานราชการมาก และไม่ชอบอยู่ในระบบของใคร เท่าไหร่
82586
3.ถาม: คุณเป็นคนช่างคิดวิเคราะห์ และเป็นคนมีมาตรฐานสูงรึเปล่า?
ตอบ: เรื่องการคิดวิเคราะห์ คือใช่เลย เราคิดแบบสร้างสรรค์นะเราจะสนุกกับการคิดมาก ส่วนเรื่องมาตรฐานสูงไม่แน่ใจว่าเป็นมั้ย แต่เราเป็นคนที่ถ้ามีคนมาถามว่าชอบกินอะไรมากที่สุด? ชอบอ่านหนังสือประเภทไหนที่สุด? จะตอบไม่ได้เลยนะ คือเราจะหาคำว่าที่สุดไม่ได้ และยิ่งใครมาถามคำถามว่า เราเก่งชีววิทยามั้ย? ทั้งๆที่สมัยเรียนมัธยม เราได้ 4 รวดทุกเทอม เราก็ว่าเราไม่เก่ง เพราะมีคนเก่งกว่าเยอะมาก เป็นต้น ดังนั้นเราก็ว่าเราเป็นคนมาตรฐานสูง
4: ถาม: คุณเป็นคนมีจิตใจแน่วแน่ และมักจะเชื่อวิสัยทัศน์ของคุณเองโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรรึเปล่า?
ตอบ: คือจริงๆเราไม่สามารถอธิบายตัวเองได้นะ แต่จะบอกคร่าวๆคือ เป็นคนที่ เชื่อในตัวเองก็ต่อเมื่อเราหาเป้าหมายเจอ คือชีวิตเราขาดเป้าหมายไม่ได้ (อันนี้เรื่องจริงจังมาก คือเคยไม่มีเป้าหมาย แล้วชีวิตแย่ไปเป็นคนละคนเลย ) และเมื่อเชื่อแล้ว เราก็จะหาทางศึกษาแบบจริงจังในทุกเส้นทางที่เป็นไปได้ จนกลายเป็น MY VISION ขึ้นมา เมื่อเรามี MY VISION แล้ว เราไม่สนใจ VISION อื่นเลย แต่เราเป็นคนยืดหยุ่นและเปิดกว้างในทุกความคิด แต่เรายึดของเราเป็นฐานเพื่อต่อยอดเสมอ สรุปคือ เราสนใจคนอื่นนะ แต่เราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเราต้องการอะไร แล้วคนอื่นให้อะไรเราได้บ้าง เป็นต้น
82590
5.ถาม: คุณไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเพราะเป็นเรื่องเสียเวลา ยกเว้นแต่ว่าคุณจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง จริงรึเปล่า?
ตอบ: ใช่เลย คือเราไม่ชอบอย่างมากก ตั้งแต่เด็กๆในการทำกิจกรรมสารพัดทางสังคม ทำตัวตลกๆ และการเฮฮา ที่เราเข้าร่วม ส่วนใหญ่เพราะเรามีจุดประสงค์แฝงเสมอ เช่น ไม่อยากให้ใครมองว่าเราเด่น (เพราะเพื่อนหลายคนบอกว่า “ถ้าแกไม่เข้าร่วมหรือทำตัวออกห่าง ทุกคนจะมองแกและหาว่าแกเรียกร้องความสนใจ” อ้าววฟังแล้วแย่กว่าเดิม ) เลยต้องเนียนๆไป แต่ด้วยความที่เป็นคนปรับตัวเร็ว ก็กลายเป็นจุดสนใจไปเอง ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไร จนคนที่เข้าสังคมบ่อยๆอยู่ก่อนแล้วเริ่มหมั่นไส้ และมันจะเป็นแบบนี้มาตลอด จะเกิดปัญหาตามมาเช่น
– จะมีคนพูดมาเข้าหูว่า “มองไม่ออกเลยว่าจริงๆเป็นคนยังไง บางทีก็เงียบขรึม บางทีก็ดุและจิกด่า บางทีก็เฮฮา+ เหน็บแนมเบาๆ บางทีเรื่องเล็กๆก็ร้องไห้(อันนี้มาจากการเก็บกดจากเรื่องอื่น คือที่ร้องไห้แบบเหมือนไม่มีเหตุผล เป็นเพราะมันสะสมหลายเรื่อง ซึ่งบางทีโดนเหยียบเท้ายังร้อง แต่ที่ร้องไม่ใช่เรื่องโดนเหยียบเท้านะ มันมีเรื่องอื่น ที่คล้ายๆกันอยู่ในหัว แต่คนจะไม่รู้และจะคิดกันไปเอง) ”
– หรือไม่ก็มีคนเห็นแวว และจะมอบหมายให้ครั้งหน้ามาทำหน้าที่ ออกสังคมอีก เช่น เป็นคนออกแบบท่าเต้นทีมเชียร์ เป็นผู้ออกแบบและกำกับการแสดงละครโรงเรียน รวมถึงเป็นหัวหน้าห้อง เป็นต้น (อันนี้ตอนมัธยม) แต่พอมหาลัย เราออกแบบตตัวเองให้เป็นคนสบายๆ เหมือนจะไม่ซีเรียสและออกดูเป็นคนไม่ค่อยฉลาดด้วยซ้ำ(มันสนุกที่ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆเราเป็นแบบไหน แต่อบ่างน้อยให้เขาเห็นเราแค่เสี้ยวเดียวก็พอ)
82591
POST นี้แค่นี้ก่อน ถ้าสงสัยประการใดเพิ่มเติม หรือ INTJ ด้วยกันอยากระบาย ก็เมล์มาคุยกันได้ที่
songrad.banyen@gmail.com
แล้วเจอกันใหม่
 credit:visionconner.wordpress.com

Saturday, September 19, 2015

Blog INTJ ที่น่าสนใจ



INTJ คือไร?
เป็น 1 ใน 16 ของผลการทดสอบบุคลิกภาพ MBTI ซึ่งมีจำนวนคุนที่มีบุคลิกแบบนี้น้อยมากกกกกกก
ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นยังไง เราดันเป็นหนึ่งในคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่มีความคิดแปลกๆ ก่อนอื่นมารู้จัก MBTI กันก่อน

การทดสอบบุคคลิกภาพเชิงจิตวิทยา MBTI ( MYERS-BRIGGS TYPE INDICATOR )
เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 16 ประเภท

คือ

กลุ่มนักอนุรักษ์นิยม ( Sensing Judger )

* อยากทำตัวเป็นประโยชน์ ชอบบริการ ชอบเป็นส่วนหนึ่ง

* รับผิดชอบ จริงใจ มีมโนธรรม รักครอบครัว และขนบธรรมเนียมประเพณี

* เป็นจริง ชอบระบบ ชอบกระบวนการที่มีแบบแผน

* ห่วงอนาคต

* บางครั้งรู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบ หรือไม่เห็นหัว

ESTJ ใช้ตรรกะ เด็ดขาด มีและให้ค่ากับประสิทธิภาพ กล้าพูด ต้องการเป็นผู้นำ
มี ลักษณะเป็นคนพูดจริงทำจริง นิยมสิ่งที่จับต้องได้ มีหัวคิดด้านธุรกิจหรือด้านเครื่องจักรกล ไม่ค่อยสนใจวิชาการที่เห็นว่าไม่มีประโยชน์ แต่สามารถปรับตัวและทำงานนั้นได้เมื่อจำเป็น ชอบในการจัดการและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จึงอาจเป็นนักบริหารที่ดีได้ ถ้าคำนึงถึงความคิดเห็นและความรู้สึกของผู้อื่นบ้าง
เหมาะกับนักลงทุน ตำรวจที่ทำงานศูนย์บัญชาการ ตำรวจสืบสวน นักกีฬา นักแสดง

ESFJ กระตือรือร้น อบอุ่น ช่างพูด เห็นอกเห็นใจ ชอบช่วยเหลือ
มี ลักษณะจิตใจโอบอ้อมอารี ช่างพูด มีมนุษยสัมพันธ์ดี ซื่อตรงชอบที่จะช่วยเหลือผู้อื่น จึงเป็นสมาชิกกลุ่มที่มีความกระตือรือร้น ต้องการความปรองดอง และอาจสร้างบรรยากาศนั้นให้เกิดขึ้นได้ ชอบทำสิ่งที่ดีให้กับบุคคลอื่น จะทำงานได้ดีเมื่อได้รับคำชม หรือได้รับการสนับสนุน
เหมาะกับพยาบาล ครูประถม นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ เลขานุการ นักกายภาพบำบัด ผู้ทำงานด้านศาสนา เจ้าหน้าที่การบิน ผู้ทำงานด้านสุขภาพ ผู้ทำงานธนาคาร

ISTJ เงียบ เอาจริงเอาจัง เถรตรง ทำงานหนัก ใส่ใจรายละเอียด ติดตามผล
มี ลักษณะจริงจัง เงียบขรึม ประสบความสำเร็จได้จากความตั้งใจจริง และมีความละเอียดรอบคอบ เป็นคนพูดจริงทำจริง มีระเบียบ มีขั้นตอนในการทำงาน ยึดถือสิ่งที่เห็นจริง และไว้ใจได้ จะควบคุมให้ทุกสิ่งที่ตนรับผิดชอบได้เรียบร้อย มักตัดสินใจโดยตนเองว่าสิ่งใดควรให้ความเอาใจใส่ โดยไม่สนใจต่อสิ่งที่มารบกวน หรือคำทักท้วงใดๆ
เหมาะกับนักบัญชี นักธุรกิจ นักกฎหมาย นิติกร ผู้พิพากษา ทันตแพทย์ ทหาร โปรแกรมเมอร์ ผู้ปฏิบัติการทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์


ISFJ เป็นมิตรอย่างเงียบ ๆ ถ่อมตน ทุ่มเท ดูเหมือนพึ่งไม่ได้แต่พึ่งได้ ปิดทองหลังพระ
มี ลักษณะเงียบขรึม เป็นมิตร มีความรับผิดชอบ และมีคุณธรรม ทำงานอย่างอุทิศตนเพื่อให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ มักให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคนละเอียดรอบคอบ ระมัดระวัง และแม่นยำ ไม่สนใจเรื่องเทคนิค สามารถจดจำรายละเอียดได้ดี มีความซื่อสัตย์ เกรงใจผู้อื่น มีความเข้าใจในชีวิต และให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของผู้อื่น

เหมาะกับผู้นำทหาร ผู้จัดการ นักสืบ ตำรวจปฏิบัติการ ผู้บัญชาการตำรวจ ครู ผู้พิพากษา นักบัญชี นักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ พยาบาล บรรณาธิการ บรรณารักษ์ พระ หมอสอนศาสนา นักตกแต่งภายใน เลขานุการ


กลุ่มนักปฏิบัติ ( Sensing Perceiver )

* รักอิสระ อยู่ในโลกของความเป็นจริง

* มองโลกแง่ดี ใจกว้าง กระตือรือร้น ยืดหยุ่น

* อิสระเสรี และต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตนรักอิสระ เกลียดการบังคับ งานจำเจ

* อยู่กับปัจจุบัน ไม่วางแผนระยะยาว

ESTP ชอบลุย มีพลัง ชอบเสี่ยง ชอบท้าทาย อาจมุทะลุ
มี ลักษณะเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาได้ตรงประเด็น ไม่ค่อยวิตกกังวล สนุกกับเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา มีแนวโน้มที่จะชอบเครื่องจักรกล และการกีฬาที่มีผู้อื่นร่วมกิจกรรมด้วย ปรับตัวง่าย อดทน ให้คุณค่าแนวอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบการอธิบายสิ่งต่าง ๆ ยืดยาว มักเป็นเลิศในการควบคุมดูแลอุปกรณ์เครื่องจักร
เหมาะกับตำรวจ คนขับรถ นักสืบ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ นักสถิติ วิศวกร นักแสดง ช่างไม้ ช่างกล ผู้ประพันธ์เพลง นักบิน นักกีฬา ศิลปิน นักลงทุน

ESFP เป็นมิตร ง่าย ๆ ชอบสังคม ช่างพูด ชอบช่วยคน
มี ลักษณะชอบสังคม เข้ากับคนง่าย มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สนุกสนานได้กับทุกสิ่ง สามารถทำให้ผู้อื่นสนุกสนาน ชอบการกีฬา และการทำสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นจริงขึ้นมา รับรู้สนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมักชอบเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น มักจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าเข้าในทฤษฎี เป็นเลิศในการใช้สามัญสำนึก ปฏิบัติการเกี่ยวกับวัตถุและบุคคลได้ดี
เหมาะกับครูอนุบาล ครูประถม ผู้ดูแลเด็ก นักสังคมสงเคราะห์ ผู้แต่งเพลง นักเขียน

ISTP เงียบ ไว้ตัว เป็นตัวของตัวเอง อยากรู้อยากเห็น
มี ลักษณะภายนอกดูเยือกเย็น เงียบ สำรวม ช่างสังเกต และวิเคราะห์ชีวิตด้วยความสนใจใคร่รู้ และมักจะมีมุขตลกขบขันของตัวเอง แสดงออกมาโดยไม่คาดคิด ปกติสนใจในเรื่องที่มีเหตุผล มักจะมีคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ในการพิจารณาความจริง จะยึดหลักตรรกของเหตุและผล
เหมาะกับนักบัญชี นักธุรกิจ นักกฎหมาย นิติกร ผู้พิพากษา ทันตแพทย์ ทหาร โปรแกรมเมอร์ ผู้ปฏิบัติการทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์



ISFP เป็นธรรมชาติ สุภาพ ถ่อมตัว จริงใจ มีเมตตา ใจกว้าง รอมชอม
มี ลักษณะสงบเสงี่ยม ดูเป็นมิตร อารมณ์อ่อนไหว มีเมตตา ถ่อมตัวในเรื่องความสามารถ มักหลบหลีกการโต้แย้ง จะไม่บีบบังคับความคิดเห็นหรือค่านิยมของคนอื่น ไม่ชอบเป็นผู้นำ แต่จะเป็นผู้ตามที่ดี การทำงานให้สำเร็จจะทำตามสบาย เพราะจะสนุกอยู่กับภาวะปัจจุบัน และจะไม่ยอมเสียความรู้สึกไปกับความรีบร้อน หรือการบีบบังคับ

เหมาะกับนักดนตรี ครู ศิลปิน บรรณารักษ์ นักสังคมสงเคราะห์ ผู้แต่งเพลง นักเขียน

กลุ่มผู้รู้ ( Intuitive Thinking )

* อยากรู้ ชอบแข่งขัน

* ริเริ่ม เป็นนักวิเคราะห์ นักทฤษฎี

* สนใจภาพรวม และความน่าจะเป็น

* บังคับตัวเอง

* ท้าทายระบบ

ENTJ ริเริ่ม มีตรรกะ มีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา เด็ดขาด ต้องการเป็นผู้นำ
มี ลักษณะจริงใจ เปิดเผย ตัดสินใจเด็ดขาด มีลักษณะของผู้นำ มักมีความสามารถในการพูดอย่างมีเหตุผลและชาญฉลาด เช่น การพูดในที่ชุมชน สนใจข่าวสารรอบตัว และสนใจที่จะเพิ่มพูนความรู้ให้กับตนเองเสมอ บางครั้งอาจแสดงความมั่นใจและเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าประสบการณ์ที่ตนเองมี อยู่จริง
เหมาะกับนักบริหารในองค์กร นักวิทยาศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ นักกฎหมาย ผู้พิพากษา นักลงทุน อาจารย์มหาวิทยาลัย



ENTP กระตือรือร้น กล้าพูด กบฏ ริเริ่ม ฉลาด ไม่ค่อยติดตามผล
มี ลักษณะคล่องแคล่ว ช่างคิด มักเก่งในหลาย ๆ ด้าน มีอิทธิพลต่อกลุ่มสูง มีความตื่นตัว มักพูดจาขวานผ่าซาก อาจโต้เถียงข้าง ๆ คู ๆ เพื่อความสนุก มีสติปัญญาดีในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ และท้าทาย ไม่ให้ความสำคัญต่องานที่ต้องทำเป็นแบบแผนซ้ำ ๆ อาจจะไปหาความสนใจใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า มักเปลี่ยนความสนใจไปสู่สิ่งใหม่ ๆ เสมอ เป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยทักษะในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลต่อสิ่งที่ตนต้อง การ
เหมาะกับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ นักกฎหมาย นักออกแบบซอฟต์แวร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักประดิษฐ์ วิศวกร นักลงทุน ช่างภาพ นักแสดง ตัวแทนฝ่ายขาย

INTJ อิสระ มุ่งมั่น เป็นตัวเอง ผลักดันตนและคนรอบข้างให้บรรลุเป้าหมายได้
มี ลักษณะเป็นตัวของตัวเองสูง มีพลังความคิด และจุดมุ่งหมายในสิ่งที่ตนสนใจ จะมีพลังในการจัดการเพื่อทำงานนั้นให้สำเร็จ เป็นคนช่างสงสัย ช่างพินิจพิเคราะห์ รักอิสระ มีความมุ่งมั่นจนกระทั่งบางครั้งดูเหมือนดันทุรัง รู้จักมองข้ามสิ่งเล็กน้อยเพื่อประสบความสำเร็จในสิ่งที่สำคัญกว่า
เหมาะ กับนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย วิศวกร แพทย์ โปรแกรมเมอร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักประดิษฐ์ ผู้นำทหาร ผู้พิพากษา นักกฎหมาย

INTP นักทฤษฎี อยากรู้อยากเห็น รู้ลึก ไว้ตัว ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาให้ถูกต้อง ชอบการแก้ปัญหา
มี ลักษณะเงียบ สำรวม และระมัดระวัง สนใจเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฎีหรือวิทยาศาสตร์ ชอบการแก้ปัญหาแบบตรรกะ และการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้ความคิดและเหตุผล ให้ความสนใจในงานสังคมหรือการพูดคุยเพียงเล็กน้อย มีแนวโน้มที่จะให้ความสนใจสิ่งต่าง ๆ อย่างถ่องแท้ มีความต้องการอาชีพที่สอดคล้องกับความสนใจเพื่อที่จะนำความสนใจนั้นมาใช้ให้ เกิดประโยชน์

เหมาะกับนักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก อาจารย์มหาวิทยาลัย แพทย์ นักเคมี นักกฎหมาย ครู นักชีววิทยา นักคณิตศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ วิศวกรออกแบบและพัฒนา

กลุ่มผู้ค้นหาตัวเอง ( Intuitive Feeling )


* แสวงหาเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีจินตนาการ รู้ลึก คนอื่นมักไม่เข้าใจ

* อบอุ่น เอาใจใส่ ทุ่มเทให้กับความสัมพันธ์

* อ่อนไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์

* อยากให้โลกดีขึ้น อยากเห็นคนประสบความสำเร็จ มองหาวิธีการปรับปรุงความเป็นอยู่

ENFJ ร่าเริง อยากรู้อยากเห็น เป็นมิตร ขี้สงสาร ชอบช่วยเหลือ มีมโนธรรม เป็นนักพูดที่เก่ง เป็นผู้นำ
มี ลักษณะชอบโต้ตอบ มีความรับผิดชอบสูง ห่วงใยต่อความคิดและความต้องการของผู้อื่น จัดการสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจและเต็มที่ โดยคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่น สามารถแสดงความคิดเห็น หรือนำการอภิปรายกลุ่มอย่างคล่องแคล่วและมีหลักการ เป็นคนชอบเข้าสังคม กว้างขวาง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักมีความอ่อนไหวตามคำชม และคำวิพากษ์วิจารณ์
เหมาะกับนักจิตวิทยา พระ ครู นักสังคมสงเคราะห์ นักการเมือง นักการทูต ผู้ให้คำปรึกษา นักเขียน

ENFP กระตือรือร้น ช่างฝัน เก่งหลายอย่าง สื่อสารเก่ง คิดถึงความเป็นไปได้ ชอบริเริ่มโครงการ แต่ไม่อยู่ให้ตลอด
มี ลักษณะกระตือรือร้นสูง มองโลกในแง่ดี ช่างคิดช่างฝัน สามารถทำได้เกือบทุกสิ่งที่สนใจ มักแก้ปัญหาที่ยากได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยผู้อื่นในการแก้ปัญหา มักชอบทำงานที่ต้องใช้ความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้ามากกว่าการวาง แผน มีความสามารถในการหาเหตุผลโน้มน้าวจิตใจผู้อื่น เพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ

เหมาะกับนักลงทุน นักจิตวิทยา นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง ครู นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร


INFJ สุภาพ เงียบ มีมโนธรรม วิริยะ แสวงหาความปรองดอง ยึดมั่นในหลักการ และอุดมคติอย่างเงียบๆ
มี ลักษณะเป็นผู้มีความพากเพียร ริเริ่ม และมุ่งมั่นที่จะกระทำในสิ่งที่ปรารถนาให้สำเร็จ จะทุ่มเทความสามารถทั้งหมดในการทำงาน เด็ดเดี่ยว ซื่อตรง ห่วงใยผู้อื่น เชื่อมั่นในหลักการของตนเอง จึงมักจะได้รับเกียรติและความเชื่อถือจากผู้อื่นในการตัดสินใจ

เหมาะกับเสมียน นักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักดนตรี นักเขียน นักสังคมสงเคราะห์ ครู แพทย์ ศิลปิน



INFP ไว้ตัว สุภาพ อยากรู้อยากเห็น มีหัวศิลป์ เปิดใจกว้าง มีอุดมการณ์ ทำงานคนเดียว
มี ลักษณะเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและจริงใจ ซื่อสัตย์ แต่จะถ่อมตัว ไม่ค่อยพูด มักสนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความคิด ภาษา และโครงการอิสระที่ตนเองริเริ่มขึ้น ดูเหมือนว่าจะทำงานมากเกินไป แต่ในที่สุดก็ทำทุกสิ่งจนสำเร็จ เป็นมิตรแต่ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยยึดติดหรือให้ความสำคัญกับวัตถุและสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ



เหมาะกับครู นักดนตรี นักแสดง นักหนังสือพิมพ์ นักแปล นักจิตบำบัด พระ นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ขอบคุณ http://gamer-gate.net/


------------------------------------------------------------------

มาพูดถึง INTJ หลายคนก็ จะมองว่า เป็นพวกตัวร้าย หรือไม่ก็เป็นพวกนอกคอก วันนี้เราเลย นำ LINK เจ๋งๆ ของ INTJ มาให้อ่าน FOLLOW กันตามนี้เลย

INTJS ผู้มีชื่อเสียง: NIKOLA TESLA (INVENTOR)

INTJS ผู้มีชื่อเสียง:MARK ZUCKERBERG(CEO OF FACEBOOK)

INTJS ผู้มีชื่อเสียง:ISAAC NEWTON (PHYSICIST)

เขาว่า แบบนี้คือ INTJ จาก DEK-D.COM

ถามตอบ เกี่ยวกับ INTJ (1)

ถามตอบ เกี่ยวกับ INTJ (2)



ขอบคุณที่อ่าน
สวัสดี